เหตุผลบางอย่างที่สำคัญในการแปลเอกสาร

บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงด้านการรับแปลเอกสาร ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษและนำมาแปลสรุปย่อเป็นภาษาไทย โดยเป็นแนวคิดหรือแนวทางที่เกี่ยวกับการแปลเอกสารโดยตรง ว่ามีที่มาเป็นยังไง มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ได้พัฒนาจนกลายเป็นอาชีพรับแปลเอกสารในที่สุด โดยมีแนวคิดของผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านนี้โดยตรงจากหลากหลายแห่งทั่วโลก แต่ก็สามารถสรุปโดยคร่าวๆว่าอาจจะแบ่งทฤษฎีการแปลออกได้เป็น 4 ยุคโดยคร่าวๆดังต่อไปนี้

ยุคเริ่มต้น คงต้องย้อนหลังเป็นเวลานับพันปี โดยมีนักปราชญ์นาม ซิเซโร เจ้าของกฎเหล็กที่มีชื่อเสียงว่า“ จงอย่าแปลคำต่อคำ”  และมีคนมาต่อยอดในเวลาอีก 20 ปี ต่อมา คือนักปราชญ์ชาวโรมัน ก็ให้แนวคิดที่คล้ายคลึงกันว่า “ จงอย่าแปลคำต่อคำ”  นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงมากชาวอังกฤษ ชื่อจอห์น ไดเดนเขายังเป็นนักกวีและเป็นนักแปลเอกสารอีกด้วย โดยให้ความคิดเห็นว่าต้องแปลโดยการถ่ายทอดความหมาย โดยอ้างอิงจากประสบการณ์การทำงานจริงๆเข้าประยุกต์ใช้กับงานให้เหมาะสมต่อผู้อ่านต่อไป

โดยเขาได้เอ่ยถึงวิธีการรับแปลเอกสารโดยคร่าวๆในช่วงแรกมี 3 อย่างดังต่อไปนี้

  1. แปลคำต่อคำ ซึ่งนับว่าเป็นการแปลเอกสารที่อาจจะทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง
  2. ดัดแปลง มีการดัดแปลงเนื้อหาและประดิษฐ์ขึ้นเองตามความคิดเพื่อพยายามสื่อให้ผู้อ่านปลายทางหรือบุคคลที่สองต้องรับรู้และเข้าใจถึงเนื้อหาที่ชัดเจนได้ดีขึ้น แต่อาจจะมีข้อเสียตรงที่เนื้อหาบางส่วนอาจจะถูกสอดแทรกเข้าไปโดยอาจจะไม่ตรงกันกับต้นฉบับ  
  3. การแปลที่แท้จริง หรือการรักษารูปแบบข้อมูลและข้อความของตัวต้นฉบับที่เป็นภาษาหลักและแปลตีความหมายออกมาเป็นอีกภาษาที่สองที่ต้องยังคงรักษาข้อมูลและเนื้อหาให้ตรงกันกับต้นฉบับ โดยอาจเปรียบได้ว่า การแปลคำต่อคำ ก็เปรียบเหมือนกันกับการแปลที่มีข้อผูกมัดตรงเกินไปจนไม่อาจจะดัดแปลงหรือทำอะไรได้มากนัก

โดยตามทัศนะของผู้เขียนที่ประกอบอาชีพรับแปลเอกสารในปัจจุบัน ก็ผ่านประสบการณ์มามากพอสมควรและพบว่าจำเป็นที่ต้องมีการประดิษฐ์ถ้อยคำและดัดแปลงในเนื้อหาบางส่วนโดยที่ต้องอ้างอิงถึงผู้อ่านเป็นหลัก เพราะว่าผู้อ่านคือคนที่บริโภคข้อมูลในภาษาที่เขาเข้าใจได้อันเป็นภาษาหลักที่เขาใช้กันอยู่ในชีวิตปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องรักษาระดับความเข้าใจของผู้อ่านไม่ให้เข้าใจไขว้เขวหรือไม่ตรงกันกับข้อมูลจากเอกสารต้นฉบับที่เป็นภาษาหลักขณะที่ผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจในเอกสารที่ผ่านการแปลเอกสารแล้วในภาษารอง

นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญในแง่ของการประกอบธุรกิจหรืองานต่างๆ ที่ต้องมีความจำเป็นต้องสื่อสารหรือทำข้อตกลงหรือความเข้าใจที่ต้องตรงกันกับเจตนาของพวกเขา และหรือต้องคำนึงถึงตามวัตถุประสงค์ต่างๆที่ต้องตรงกันเสมอนะครับ มิฉะนั้นอาจจะนำไปสู่ความผิดพลาดต่างๆได้ อาทิเช่น เอกสารคำฟ้องร้องต่อศาลระหว่างประเทศ ที่อาจจะเป็นข้อพิพาทจนเป็นเหตุให้ต้องแพ้คดีความได้ในที่สุดหากไม่เข้าใจถึงข้อมูลของคู่คดีความอย่างถ่องแท้เป็นต้นครับ